นานๆ หวานที
เขาเป็นคนขี้หงุดหงิด
ไอ้เราก้เป็นพวกบ้าดีเดือด แต่ถ้ายังไม่เดือดก็จะเฉื่อยยิ่งกว่าการจราจรในเย็นวันศุกร์แห่งชาติที่ฝนตกเปาะแปะ
หลายครั้งก็ต้องถามตัวเอง ถ้าวันไหนถึงจุดเดือดขึ้นมา จะเป็นยังไง ไม่ระเบิดบึ้มตายกันไปข้างเหรอ
ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยระเบิดเลย และทุกครั้งที่ถึงกาล ก็กระเด็นกระดอนกลิ้งโค่โล่ไปคนละทิศละทาง
แต่ก็ยั้งจะกลับมาคบกันต่อ
-----------------------------------------------
เหตุเกิดในเช้าวันที่ลมหนาวพัดหวนมาห่มเมือง
เราลงมาก่อน เพื่อจะสั่งคาปูชิโน่ร้อนจากร้านขายของชำใต้ถุนคอนโด
เขาลงมาตามหลัง ภาระกิจบังคับก็คือ เข็นรถที่จอดกีดขวางออกไปให้พ้นรัศมี เพราะรถกระบะคันใหม่ป้ายแดงของเขาจอดอยู่ในสุด
ไอ้เราก็ช่วยดูเหลี่ยมดูมุมให้ แต่ไม่ทันไร ป้าขายข้าวตามสั่ง ที่ขายมั่ง ไม่ขายมั่ง ก็เอ่ยถามทักทาย เลยหันไปเจรจาด้วยนิดนึง
พอเห็นว่ารถกระบะป้ายแดงอยู่ในเหลี่ยมที่ไม่เสี่ยงภัยแล้ว เราก็เปิดประตูขึ้นรถมา ส่วนเขาเริ่มบ่นๆๆๆ และอารมณ์เสียเอามากๆ ที่เรามัวแต่คุยกับป้าตามสั่ง ไม่มาช่วยดูถอยรถจนเสร็จ แล้วก็บ่นกลัวเราทำคาปูชิโน่ที่ถือหกเลอะรถ
พอออกพ้นลานจอดรถ ก็จอดริมถนนตรงข้ามตึกเพื่อกินข้าวมื้อสิบโมงครึ่ง ซึ่งเป็นมื้อแรกของวัน เราก็รู้แหละว่าไอ้อารมณ์โทโสโมโห เกินครึ่งมันมาจากอาการโมโหหิว แต่พอจะลงรถ เขาก็ดันมางุดหงิดที่เราหอบของลงจากรถพะรุงพะรัง ทั้งที่แวะกินข้าวแป้บเดียว ทั้งแก้วกาแฟ กระเป๋าถือ โทรศัพท์
แล้วเขาก็ถือวิสาสะ ดึงกระเป๋าออกจากแขน หยิบมือถือออกจากมือ วางไว้ในรถ ไม่ให้เอาลงไป เหลือแต่แก้วกาแฟที่เพิ่งจิบไปได้สองจิบ
หงุดหงิดแล้วสิเนี่ยเรา จะอะไรของมันนักหนาฟะ ก็ตั้งใจจะเอากระเป๋าลงรถมาเพื่อจะเอามือถือไปเก้บในกระเป๋า
ด้วยความที่เคยเป็นฝ่ายยอมอยู่เสียมากกว่า เลยปล่อยตามนั้น เปิดประตูรถลงมา แต่ก็ยังหงุดหงิดไม่หาย ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายยอมตลอดเลย
ปิดประตูรถได้ รู้สึกว่าแก้วกระดาษบรรจุกาแฟในมือช่างเป็นของส่วนเกิน เกะกะนักใช่มั้ย นี่แน่ะ สาดทิ้งมันพงหญ้าข้างทางซะเลย แล้วก็เอาแก้วไปหาถังขยะทิ้ง
แล้วก็กลับมานั่งที่ร้านข้าว สั่งอาหารมากิน หน้าตูม ไม่พุดอะไร
ลมหนาวพัดวูบมา ร้านอาหารข้างทางผนังเปิดโล่งรับลมเต็มที่ เขาถามว่า ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมาเหรอ
เรา: เอามา แต่อยู่ในรถ (ก็ใครมันกระฟัดกระเฟียดไม่ให้อาของลงมาถือรุงรังล่ะ ก็ไว้มันในรถหมดนั่นแหละ) ในวงเล็บแค่คิดไว้ในใจ ไม่ได้พูด
เขา: จะไปหยิบในรถมั้ย
เรา: ไม่เป็นไร กินข้าวแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ไปแล้ว
เขา: ไม่เป็นไรได้ไง นั่งขนลุกซะขนาดนั้น
ว่าแล้วเขาก็ถอดแจ็กเก็ตกีฬาของนอกอิมพอร์ตจากโรงเกลือที่ใส่อยู่ออกมา ส่งให้เรา
-------------------------------------------------
เขากินข้าวเสร้จก่อนเรา แล้วลุกไปจากโต๊ะก่อน พอเรากินเสร็จ เดินไปที่รถก็ไม่เห็น รถล็อก เข้าไปนั่งรอก็ไม่ได้ พอดีกับมีอาการขนลุกจากภายใน เรียกร้องการปลดปล่อย เลยเดินย้อนกลับมาขอเข้าห้องน้ำที่ร้านข้าว
ระหว่างรอให้สถานการณ์คลี่คลายอยู่ในห้องน้ำ ก็ยังอดนึกเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาจะรอนาน ไม่รุ้ว่าเราไปไหน จะโทรบอกก็ไม่มีดทรศัพท์ อยู่ในรถโน่นแน่ะ ทีนี้จะมาว่าว่าเราหายไปไหนไม่บอกปล่อยให้รออีกนะ มีวี้ดบึ้มแน่ๆ
พอกระชับพื้นที่ได้ ก็กลับไปที่รถ คราวนี้เขานั่งรออยู่ในรถแล้ว
เข้าไปในรถ แจ้งให้ทราบว่าเมื่อกี๊ไปห้องน้ำมา มองไปที่หน้าคอนโซล มีแก้วกระดาษสีขาววางอยู่ 1 ใบ ข้างในบรรจุคาปูชิโนร้อน
เขาบอกว่า ตอนที่กลับไปซื้อกาแฟร้านใต้ตึกอีกรอบ เขาบอกป้าคนขายไปว่า แก้วเก่าน้องเขาสาดทิ้งไปแล้ว เพราะโกรธที่ผมไปดุเค้า ป้าแกก็บอกว่า อย่าไปดุเค้าซี่.. ดุเขาทำม้ายย..
--------------------------------------------
ข้างนอกรถ ลมหนาวยังคงพัดอยู่
แต่ข้างในรถ กลับรู้สึกอุ่น ไม่รู้เป็นเพราะเสื้อแจ็กเก็ตผ้าบางๆ ที่ให้ความอบอุ่นได้ดีเกินคาด หรือเป็นเพราะคาปูชิโนบ้านๆ ที่ป้าแกกระหน่ำใส่นมข้นมาจนหวานเจี๊ยบ
ดอกหญ้าสีขาวบ้างทางที่โดนกาแฟสาดใส่คงไม่โกรธเค้านะ ตัวเธอว์ว์
